เช่าซื้อ หรือ ลิสซิ่ง แบบไหนประหยัดภาษีกว่ากัน

ความแตกต่าง เช่าซื้อ ลิสซิ่ง

 

เช่าซื้อ ลิสซิ่ง ประหยัดภาษี แบบไหนดีกว่ากัน ?

กรณี เช่าซื้อ และ ลิสซิ่ง กับการ ประหยัดภาษี คงเป็นประเด็นที่นักบัญชีและสรรพากร เองก็คงกุมขมับทุกครั้งที่พูดถึง และในมุมของผู้ประกอบการนั้น การที่จะเช่าซื้อ หรือลิสซิ่ง แล้วต้องการจะปรับหยัดภาษีแบบไหนจะมากกว่ากัน วันนี้เราลองมาดูตัวอย่างกันครับ
–   สมมุตว่าซื้อรถยนต์  มูลค่า   4,799,000  บาท
–   จ่ายเงินดาวน์   2,251,264.48  บาท
–   ผ่อน 60  งวด งวดที่ 1 – 59 ผ่อนงวดละ 36,000  บาท
–  งวดที่ 60 ผ่อน 1,235,750  บาท
–  ราคาซากหลังสิ้นสุดสัญญาเช่า 3,471,324  บาท
 เรามาทำความเข้าใจกับสัญญาการซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง  การบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีและภาษีของรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ได้มาโดยสัญญา แต่ละประเภทกันก่อนดีกว่า  พอจะสรุปได้ดังนี้
เช่าซื้อลิสซิ่งภาษี

 

โดยภาพรวมจะเห้นว่า ลิสซิ่ง จะสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่าเพราะเป้นค่าใช้จ่ายได้ 36,000บาทต่อเดือน หรือ 432,000ต่อปี ในขณะที่ เช่าซื้อนั้น สามารถเป้นค่าใช้จ่ายได้เพียง 200,000บาทต่อปี (กรณีรถยนต์นั่งน้อยกว่า10คน หรือรถเก๋งทั่วๆไป)
ซึ่งปกติทางสำนักงานสอบบัญชีของเราจะช่วยลูกค้าวางแผน และพิจารณาสัญญาเช่าทุกครั้ง
ลูกค้าสามารถปรึกษาได้ฟรีตลอดที่ใช้บริการกันครับ เพื่อการวางแผนภาษีที่เหมาะสมที่สุด

 

 

 จากข้อมูล การซื้อรถยนต์ BMW  โดยสัญญาลิสซิ่ง(ทางการเงิน)  จะสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายทางบัญชี และ ค่าใช้จ่ายทางภาษี ดังนี้
 ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี  1 ปี  ( 4,799,000 * 20% *1 )                                              =      959,800.00   บาท
ค่าเสื่อมราคาทางภาษี  1 ปี    ( 4,799,000 + 832,324 ) * 20% * 1                       =   1,126,264.80   บาท

832,324 คือดอกเบี้ยจ่ายทั้งสัญญา

เทียบค่างวดที่ผ่อนชำระ  1  ปี    ( 36,000 * 12 )                                                        =      432,000.00   บาท
รับตรวจสอบบัญชี
ประเภทสัญญา
ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี
ค่าเสื่อมราคาทางภาษี
ค่าเสื่อมราคาบวกกลับทางภาษี
สัญญาเช่าซื้อ
959,800
200,000
759,800
สัญญาเช่าลิสซิ่ง(ทางการเงิน)
1,126,264.80
432,000
694,268.80
จากข้อมูลสรุปข้างต้นการซื้อรถยนต์ตามสัญญาลิสซิ่ง ทางบัญชีจะบันทึกเป็นทรัพย์สิน และคำนวณหักค่าเสื่อมราคา แต่ทางภาษีถือว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นการเช่า เนื่องจากกรรมสิทธิ์ตามสัญญายังไม่เป็นของบริษัท จึงต้องบวกกลับค่าเสื่อมทางบัญชีในการคำนวณภาษี และนำค่าเช่าหรือค่างวดที่จ่ายชำระมาหักเป็นรายจ่าย แต่ไม่เกินเพดานที่กำหนด

 จากข้อมูลสรุปได้ว่า การซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ด้วยสัญญาลิสซิ่ง  จะสามารถประหยัดภาษีมากกว่า  สัญญาเช่าซื้อ

โดยสามารถนำค่างวดที่ชำระไม่เกินเพดานที่กำหนด คูณ ด้วยระยะเวลาเช่า ซึ่งสามารถหักรายจ่ายได้เท่ากับ

 432,000 X 5         =             2,160,000
 เมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาเช่าซื้อ จะสามารถหักค่าเสื่อมราคาฯ รถยนต์ได้เพียง 1.0 ล้านบาท นอกจากนี้เมื่อครบสัญญาลิสซิ่ง  หากกิจการซื้อซากรถยนต์ มูลค่า 3,471,324  บาท สามารถนำมาบันทึกทรัพย์สิน และคำนวณหักค่าเสื่อมราคาฯ ทางภาษีสำหรับมูลค่าส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาทได้อีกด้วยจ้า
 ที่ปรึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  คำตอบข้างต้นจะเป็นประโยชน์ต่อท่าน เพื่อทำความเข้าใจ สำหรับการตัดสินใจซื้อรถยนต์ในอนาคตต่อไป
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เราคิดตามกรณี รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ซึ่งถ้าเป็นกรณีรถทั่วไป เช่น รถกระบะ หรือรถตู้11ที่นั่ง ก็จะถือว่า

> การเช่าซื้อสามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งมูลค่ารถยนต์ (ไม่มีเกณฑ์ห้ามเกิน 1 ล้านมาคิด) และ

> ถ้าเป็นกรณีลิสซิ่งก็สามารถนำค่าเช่ามาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เลยทั้งก้อน (ไม่จำกัดแค่36,000บาทต่อเดือน)

หากมีข้อสงสัย ติดต่อสอบถามได้ที่ https://onesiri-acc.com/

หรือ Line @onesiriacct

วางแผนภาษี
ยังไงก็ลองวางแผนกันดูครับ เช่าซื้อ ลิสซิ่ง ประหยัดภาษี  มีประโยชน์นะครับ

เครดิตร http://www.rd.go.th https://kasikornfactory-equipment.com/th/advice/Pages/leasing-vs-hirepurchase.aspx

 

แชร์บทความ...

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเรา

รับคำปรึกษาจากทีมงานคุณภาพผู้เชี่ยวชาญของเรา และผู้สอบบัญชี ด้วยประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในด้านบัญชีและภาษี